Thu 15 Jul 2021

TOXIC FROM DOPPELGANGER

พิษจากการมีเราอีกคนในซีรีส์สัญชาติไอซ์แลนด์

ภาพ: 24celsiusc

บทความชิ้นนี้มีการเผยแพร่เนื้อหาของซีรีส์และหนังสือ

     อย่างที่หลายคนชอบบ่นๆ กันว่า คงจะดีถ้ามี ‘ตัวเรา’ อีกร่างเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยสะสางงานมากมายที่จำเป็นต้องเป็นเราเท่านั้นที่จะทำสำเร็จในเวลาจำกัด แต่นั่นล่ะ แม้จะยังไม่มีทางเกิดขึ้น หากเมื่อพิจารณาถึงหลักความจริง ถ้าจู่ๆ มนุษย์แยกร่างได้ด้วยเทคโนโลยีโคลนนิ่ง ชีวิตเราคงประสบความยุ่งยากมากกว่าจะได้ประโยชน์

     เพราะถึงแม้มนุษย์ที่ถูกทำซ้ำจะมีความสามารถ ความคิด หรือบุคลิกเหมือนเราทุกประการ แต่เราจะวางใจได้จริงๆ หรือ ในเมื่อมีหลายครั้งที่เราต้องมานั่งเซ็งหรือผิดหวังกับการตัดสินใจของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเรื่องเล็กอย่างการซื้อหวย ไปจนถึงเรื่องใหญ่กว่าเช่นหน้าที่การงานหรือความสัมพันธ์ 

     นั่นล่ะ นับประสาอะไรกับการตัดสินใจของตัวเราเองอีกคนที่แน่นอนว่ามันจะมีผลย้อนกลับมาที่เรา และยังไม่นับรวมกับความจริงที่ว่า เรายอมรับในการมีอยู่ของตัวเราอีกคน ที่แม้จะเป็นจะคิดเหมือนเราทุกประการ แต่ก็กลับแยกขาดจากตัวตนของเราด้วยทุกประการได้จริงๆ หรือ?  

     Doppelganger เป็นคำศัพท์ในภาษาเยอรมัน (doppel คือ double และ ganger คือ walker) หมายถึง สภาวะการมีตัวตนของเราอีกคนที่ไม่ใช่ฝาแฝดตามธรรมชาติ แต่เป็นตัวเราจริงๆ เหมือนการโคลนนิ่ง หรือแฝดนรกที่จิตเราสร้างขึ้น คำนี้มีรากมาจากตำนานพื้นบ้านของคนเยอรมัน ซึ่งสื่อความไปถึงความลึกลับของโชคชะตา ลางร้าย ไปจนถึงการสะท้อนภาวะสร้างตัวตนใหม่ หรือ alter-ego ในด้านมืดของเราเอง  

     มีวรรณกรรม บทละคร และภาพยนตร์มากมายที่นำพล็อต doppelganger มาใช้เพื่อสร้างบรรยากาศอันเคลือบแคลงชวนติดตามไปพร้อมกับการสำรวจมนุษย์ กระนั้นซีรีส์ไซไฟ-ทริลเลอร์สัญชาติไอซ์แลนด์ที่เราเพิ่งได้ดูมาหมาดๆ ในเน็ตฟลิกซ์อย่าง Katla (2021) ก็ทำให้เราพบอีกหนึ่งมิติของการเล่าเรื่องแฝดปริศนาที่แตกต่างและน่าสนใจ

ความเป็นฝาแฝดใน Katla

     คำว่า คัตลา (Katla) คือชื่อของภูเขาไฟที่อยู่ระหว่างการปะทุในเมืองวิก (Vik) ชุมชนเล็กๆ ที่อยู่ใต้สุดของเกาะไอซ์แลนด์ เมืองแห่งนี้อยู่ริมทะเล ไม่มีต้นไม้สักต้น มีเพียงแผ่นดินอันเวิ้งว้าง หิมะ และเขม่าควันที่พวยพุ่งจากภูเขาไฟ 

     เหตุการณ์ในซีรีส์เกิดขึ้นหนึ่งปีหลังจากที่ภูเขาไฟคัตลาปะทุ ผู้คนพากันย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เหลือชาวเมืองไม่ถึงสิบคนยังคงปักหลักอยู่ที่นั่น ซึ่งคนที่เหลือคือตัวละครหลักของซีรีส์เรื่องนี้ 

     ซีรีส์ติดตามชีวิตของ กรีม่า หญิงสาวผู้ทำหน้าที่คล้าย อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ในเมืองแห่งนี้ พี่สาวของกรีม่าสาบสูญไประหว่างช่วยกันลำเลียงนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ปะทุของภูเขาไฟเมื่อปีที่แล้ว หญิงสาวอยู่กับสามีที่ทำฟาร์มโคนม เธอมีชีวิตที่ซังกะตาย ซึมเศร้า และยังคงเชื่อลึกๆ ว่าพี่สาวเธอยังไม่ตาย—ความเชื่อที่ยึดให้เธอยังคงใช้ชีวิตในเมืองเถ้าถ่านเมืองนี้ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในเมืองที่ล้วนมีความทรงจำเฉพาะตอกยึดไม่ให้พวกเขาจากไปไหน

     พลันจู่ๆ ก็มีหญิงสาวปริศนาร่างเปลือยเปล่าหากเลอะไปด้วยดินโคลนและเขม่าเดินกลับมาจากพื้นที่ภูเขาไฟ กรีม่าช่วยเธอไว้ และพบว่าหญิงสาวมีรูปร่างหน้าตา บุคลิก ความทรงจำ และชื่อเดียวกับหญิงสาวอีกคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ลับกับพ่อของเธอ หากปัจจุบันเจ้าของร่างคนนั้นใช้ชีวิตวัยกลางคนอย่างเป็นปกติอยู่ที่เมืองอื่น

     ในระหว่างที่ชาวเมืองวิกพยายามจับต้นชนปลายเหตุการณ์การปรากฏตัวของหญิงสาวผู้นี้ ภูเขาไฟก็ทยอยคายตัวละครโคลนนิ่งชาวเมืองคนอื่นๆ (และผู้มีความเกี่ยวข้องกับคนในเมือง) ในร่างเปลือยห่อหุ้มด้วยโคลน เดินกลับเข้ามาใช้ชีวิตอย่างปกติในเมือง ด้วยความทรงจำเดียวกับเจ้าของร่าง และด้วยความเข้าใจว่าพวกเขา (ผู้ที่เพิ่งกลับมาจากภูเขาไฟเหล่านี้) คือตัวตนจริงๆ ของร่าง 

     ถึงตรงนี้ด้วยบรรยากาศอันเยียบเย็น ลึกลับ และจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็ทำให้เรารู้สึกถึงซีรีส์การเดินทางข้ามเวลาแบบ Dark (2017-2020) กระนั้น Katla ก็กลับมีคาแรกเตอร์ที่เด่นชัดออกไป มันพูดถึงปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติของภูเขาไฟที่ดินโคลนสามารถโคลนนิ่งมนุษย์ได้ ไม่ว่าใครคนนั้นจะเคยอยู่หรือไม่อยู่ที่นี่ และยังมีหรือไร้ชีวิตไปแล้วก็ตาม ที่สำคัญ มันยังสร้างเงื่อนไขใหม่ คือบางครั้งมันโคลนนิ่งตัวเราในอดีตให้ได้มาพบกับเจ้าของร่างเวอร์ชั่นปัจจุบันด้วย…

     Katla เล่าเรื่องอย่างเนิบช้า ผ่านการถ่ายภาพเมืองอันมอมแมม เวิ้งว้าง แต่งดงามหมดจด เราใช้เวลาอยู่หลายตอนกว่าจะเข้าใจไวยากรณ์ของเรื่อง พล็อตที่เริ่มต้นดูเหมือน ‘อะไรของมันวะ’—ภูเขาไฟนึกจะคายมนุษย์โคลนคนไหนก็คายแบบเอาแต่ใจตัวเองชะมัด แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป ฉากเหตุการณ์อันหลากหลายก็ทำให้เราค่อยๆ เข้าใจออร์เดอร์ของปรากฏการณ์นี้ ปรากฏการณ์เหนือจริงของการผลิตซ้ำชีวิต เพื่อย้อนกลับมาเล่าถึงความทับซ้อนของการมีชีวิต และวิธีการทำความเข้าใจกับมันอย่างสมจริง

     เพราะแม้ซีรีส์จะทำให้คนดูเข้าใจว่านี่คือเรื่องของการโคลนนิ่ง หากในมุมมองของตัวละคร มันยากเหลือเกินที่จะยอมรับได้ว่ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง และที่ทำให้มันไปไกลกว่านั้นก็คือ แม้ความทรงจำและประสบการณ์ส่วนตัวจะทำให้มนุษย์รู้จักตัวเราเอง แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็ชวนให้สงสัยว่าเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการที่เราเข้าใจว่ามีตัวตนของเราเพิ่มขึ้นบนโลกนี้อีกหนึ่งคน จะหมายความว่าเราคนเก่าคือเราตัวจริง

     ความสนุกของ Katla จึงไม่ใช่การนำพาผู้ชมไปสู่ไคลแมกซ์ที่หวือหวาหรือการหักมุมสุดล้ำ แต่เป็นดราม่าเข้มข้นว่าด้วยวิธีการที่ใครสักคนจะต้องรับมือกับการมีอยู่ของร่างโคลนนิ่ง โดยที่ร่างตัวเราคนนั้นก็ไม่ได้มีความต้องการจะคุกคามหรือต้องการอะไรจากตัวเรา นอกจากการได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติเช่นที่คนทั่วไปปรารถนา อีกทั้งมันยังพูดถึงความชอบธรรมของการมาก่อนและหลัง อันนำมาซึ่งการหาทางออกเฉพาะของแต่ละตัวละครอย่างชวนให้ใคร่ครวญ 

Doppelganger ของ The Double

     ดังที่บอกว่าที่ผ่านมามีหนังและวรรณกรรมนับไม่ถ้วนที่นำพล็อต doppelganger มาใช้ กระนั้นในโลกของวรรณกรรมที่เป็นต้นทางส่วนใหญ่ของภาพยนตร์ ก็ยังมีวรรณกรรมแนวนี้ของนักเขียนชื่อดังที่ดันมีชื่อหนังสือเหมือนจะเป็น doppelganger ของกันและกัน นั่นคือ The Double ของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี (Fyodor Dostoevsky, 1821-1881) นักเขียนชาวรัสเซีย และ ฌูเซ่ ซารามากู (Jose Saramago,1922-2010) นักเขียนชาวโปรตุเกส 

     เดิมที ดอสโตเยฟสกีเขียนนิยายขนาดสั้นชื่อว่า Dvoynik (หรือ gatekeeper, คนเฝ้าประตู) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1846 ก่อนจะมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น The Double 

     นิยายตามติดชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้น้อย—ลูเซอร์ ที่มักถูกมองข้ามจากเจ้านายและเพื่อนร่วมงานในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก วันหนึ่งเขาได้พบบุคคลที่มีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกเหมือนตัวเอง ซึ่งเข้ามาทำงานที่เดียวกับเขา หากชายผู้มาทีหลัง กลับเป็นคนที่มีเสน่ห์และน่าจดจำมากกว่า โดยภายหลังชายผู้นั้นก็ค่อยๆ แย่งชีวิตของตัวละครเอกผู้มาก่อน จนเขาแทบจะสูญหายไปจากความทรงจำของทุกคน 

     ดอสโตเยสกีเขียนนิยายขนาดสั้นชิ้นนี้ด้วยอารมณ์ขันร้ายเพื่อสะท้อนแง่มุมของปัจเจกภายใต้โครงสร้างอันตึงเครียดของสังคมรัสเซีย (ซึ่งให้อารมณ์เดียวกับที่ นิโคไล โกโกล (Nikolai Gogol) เขียนเรื่อง The Overcoat (1842) ที่พยายามยั่วล้อสังคมรัสเซียผ่านความรันทดของเจ้าหน้าที่รัฐชั้นผู้น้อย) โดยต่อมา The Double ยังถูกพัฒนาเป็นภาพยนตร์อังกฤษในชื่อเดียวกัน กำกับโดย ริชาร์ด อโยอาดี (Richard Ayoade, ผู้กำกับ Submarine) ออกฉายในปี 2013 แต่เปลี่ยนบริบทจากรัสเซียมาอยู่ในเมืองสมมติอันหมองหม่น ภายใต้เงื่อนไขที่ตัวละครหลักต้องหาทางออกให้กับชีวิตที่กำลังจะพังพินาศจากการมีอยู่ของ