Mon 10 Apr 2023

PAJAMAS SELLER

‘Slip to Sleep’ แม่ค้าชุดนอนต้องได้นอน | JOB DESCRIPTION

     เดินกอดอก โก่งตัว สวมเสื้อคลุม ไปจนถึงหยิบบรามาใส่ คือสิ่งที่ผู้หญิงเราทำกันจนเคยชิน เมื่อต้องออกไปข้างนอกขณะสวมชุดนอน 

     แต่ปัญหาความจุกจิกและไม่สบายตัวนี้จะหมดไป ถ้าคุณได้สวมใส่ชุดนอน ‘Slip to Sleep’ แบรนด์ชุดนอนสัญชาติไทยแท้เจ้าแรก ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของ ‘นีท—อมลานันท์ สังสิทธิวงศ์’ และ ‘อิ้ว—วรรณิต บุญเจริญทวีสุข’ สองเพื่อนซี้ที่อยากทำชุดนอนที่ใส่ตอนนอนก็สบายตัว ใส่ตอนตื่นก็สบายใจ

     สบายตัวด้วยผ้าคอตตอนซาตินที่ระบายอากาศได้ดี ใส่หน้าร้อนเย็นสบาย ใส่หน้าหนาวก็ไม่บางเกินไป กับลายผ้าที่ออกแบบโดยทฤษฎี Chromotherapy (สีบำบัด) ร่วมกับดีไซเนอร์หลายคน ออกมาเป็นสีโทนอ่อนพร้อมลวดลายสุดน่ารัก ชวนนอนหลับฝันดี ส่วนสบายใจคือการออกแบบกระเป๋าบริเวณหน้าอกให้หนาถึงสามชั้น ครอบคลุมสรีระของผู้หญิงส่วนใหญ่ ทำให้มั่นใจได้แม้จะโนบราออกไปรับของ ส่องรถไอติม ชิมขนมฝีมือป้าข้างบ้าน ให้อาหารหมา หรือจะพาแมวไปโรงพยาบาลยามดึกก็ยังได้ 

     คอลัมน์ ‘Job Description’ ตอนนี้จึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับสองสาวเจ้าของแบรนด์ให้มากขึ้นว่า การจะเป็นแม่ค้าชุดนอนต้องได้นอนนั้นต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นเตียง ห่มผ้า นอนอ่านเรื่องราวก่อนจะมาเป็น ‘Slip to Sleep’ ไปพร้อมๆ กัน

     อิ้วกับนีทเล่าว่าพวกเธอเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม จนกระทั่งตอนเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังติดต่อกันอยู่ นีทเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ส่วนอิ้วเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเรียนจบนีทก็ไปทำงานแวดวง Business Development ซึ่งเน้นเรื่องการขายเป็นหลัก โดยมีคติว่าถ้าสินค้าดี เธอขายได้ทุกอย่าง ขณะที่อิ้วทำงานด้านวิศวกรรมอุตสาหการ ซึ่งเน้นการวิเคราะห์ และวางแผนกลยุทธ์ในองค์กร

     “ไอเดียของธุรกิจชุดนอนเกิดขึ้นในช่วงวันเกิดของพี่สาวเรา ตอนนั้นเขาลิสต์มาว่าอยากได้อะไรบ้าง เราเลยเลือกชุดนอนเพราะจะได้ใส่ด้วยกันได้ (หัวเราะ) พอคิดว่าควรซื้อแบรนด์ไหน กลับไม่มีสักชื่อโผล่เข้ามาในหัว เราเลยลองซื้อมาแบรนด์นึง สรุปกลายเป็นของขวัญที่เขาไม่ชอบ เพราะใส่ไม่สบาย” นีทเล่าถึงจุดเริ่มต้น พร้อมเสริมว่าความไม่ถูกใจของพี่สาวกลายเป็นทั้งความฝังใจ และแรงบันดาลใจให้เธออยากลุกขึ้นมาทำแบรนด์ของตัวเอง

     แต่จะทำคนเดียวก็เหงาเกินไป ไม่มีคนคอยระวังหลังให้ นีทเลยส่งข้อความหาอิ้วว่าอยากลองมาทำธุรกิจด้วยกันหรือเปล่า ปรากฏว่าอิ้วกำลังอยากเริ่มทำอะไรใหม่ๆ พอดี แถมสิ่งที่ทั้งคู่สนใจเหมือนกันดันเป็นชุดนอนซะด้วย 

     “เราเคยใส่ชุดนอนของแบรนด์ต่างประเทศ แล้วคิดว่าทำไมไม่มีแบรนด์ไทยดีๆ บ้าง อีกอย่างคือบ้านเราทำโรงงานตัดเย็บเสื้อ พอนีทมาชวนทำชุดนอนเลยคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี และยังมีช่องว่างในตลาดให้เข้าไปได้” 

     ด้วยความที่ทั้งคู่ยังทำงานประจำ เวลาทำงานเสริมจึงเป็นช่วงเสาร์-อาทิตย์ โดยนีทและอิ้วเริ่มศึกษาแบรนด์ของต่างประเทศ ไปพร้อมๆ กับเริ่มเซอร์เวย์จากคนรอบตัวว่า pain point ของการซื้อชุดนอนคืออะไร ก่อนจะได้ออกมาเป็นคอนเซปต์ชุดนอนที่ไม่ต้องใส่บรา แล้วจึงตามมาด้วยชื่อแบรนด์ โลโก้ (ที่นีทเสริมว่าตีกันหนักมาก) และเริ่มเข้าสู่กระบวนการออกแบบ

     6 เดือนคือระยะเวลาที่อิ้วและนีทลองผิดลองถูก

     ด้วยการวางตัวเป็นชุดนอนที่ไม่ต้องใส่บรา ทำให้พวกเธอต้องมานั่งคิดว่าทำยังไงให้มันครอบคลุมสรีระผู้หญิงส่วนใหญ่ และสวมใส่สบายไม่อึดอัด

     “เราขึ้นตัวอย่างหลายรอบมาก ยิ่งในช่วงที่ลองว่ากระเป๋าต้องหนากี่ชั้นถึงจะพอดี ลองทำทั้งแบบ 5 ชั้น 8 ชั้น ก่อนจะมาลงตัวที่ 3 ชั้น เลือกผ้า เลือกทรง รวมๆ กันน่าจะเกิน 60 ตัว” นีทเล่า ก่อนอิ้วจะเสริมว่าพอมีจุดขายเรื่องความสบายที่ได้โนบราแล้ว ก็อยากทำชุดนอนที่กันโป๊ไปด้วย คือทำบริเวณคอเสื้อไม่ให้ลึกเกินไป แขนเสื้อไม่กว้าง และขากางเกงยาวพอดี ไม่กองพื้น

     ในส่วนของลวดลายและสีสัน จากการเซอร์เวย์ทำให้นีทและอิ้วพบว่า ถึงฟังก์ชั่นจะอลังการ กันโป๊ หรือโนบราได้ แต่ถ้าสีหรือลวดลายไม่ถูกใจ สินค้านี้ก็คงได้นอนอยู่ในกองสต็อกตลอดไป พวกเธอจึงทำการบ้านเพิ่มเติมด้วยการศึกษาทฤษฎี Chromotherapy และศิลปะบำบัด  

     “มีทฤษฎีว่าสำหรับการนอนซึ่งถือเป็นเวลาสบายที่สุดของคนแล้ว เราไม่ควรใช้สีเข้มเกินไปหรือไม่ควรใช้สีที่ผิดจากธรรมชาติ ซึ่งแต่ละสีก็จะมีรายละเอียดที่ต่างกันไป เราเลยเลือกเป็นโทนสีอ่อนๆ หรือพาสเทล แต่ก็มีครูอีกท่านนึง ชื่อครูมอส แจ้งมาว่าสีเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของคน บางคนชอบสีโทนร้อนหรือเย็นต่างกัน เราก็เอามาปรับใช้ด้วยการเติมไปในลวดลายต่างๆ

     “ทีนี้เรื่องลายผ้า เราไม่อยากได้ลายเยอะๆ เห็นแล้วลายตา เลยต้องตามหาดีไซเนอร์ซึ่งเหมาะกับลายที่เราอยากทำ เช่น คนที่วาดดอกไม้สวย หรือวาดอาหารน่ารัก ก็จะชวนมาร่วมงานกัน” นีทอธิบายถึงที่มาของสีสันและลวดลายสบายตา ที่ปัจจุบันมีให้เลือกกว่า 10 แบบแล้ว

     เมื่อต้องสลัดคราบพนักงานประจำมาลงสนามในฐานะนักธุรกิจ แน่นอนว่ามันต้องมาพร้อมความกังวลบางอย่าง จะเจ๊งหรือเปล่า จะขายได้ไหม ซึ่งนีทบอกว่าสิ่งสำคัญคือการบอกตัวเองว่าอย่ากลัว

     “การทำธุรกิจต้องอย่ากลัว บางอย่างที่ทำออกมาอาจไม่ประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรก มันไม่ได้เห็นผลทันทีทันใด ถ้ากล้าทำสักสิบอย่าง สำเร็จสักอย่างก็พอแล้ว แต่ถ้ากลัวที่จะผิดพลาดตั้งแต่แรก เราว่ามันจะไม่เกิดอะไรเลย”

     ขณะเดียวกันอิ้วก็มองว่าพอเริ่มธุรกิจไปแล้ว การฟังเสียงลูกค้าคือสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ 

     “เวลานีททำลายใหม่ เขาก็จะเอามาให้ดูว่าชอบสีไหน ซึ่งบางทีสิ่งที่อิ้วเลือกอาจไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าชอบ หรือบางทีนีทก็จะเซอร์เวย์ผ่านทางอินสตาแกรมว่าลูกค้าชอบสีแนวไหน แล้วพอเราได้ทำสิ่งที่ลูกค้าชอบ เราก็ได้เห็นว่าลายนั้นมันขายดีจริงๆ”

     นีทเสริมว่าช่วง 6 เดือนแรกที่เปิดขาย เธอและอิ้วคุยกับลูกค้าทุกคนว่าชุดนอนที่ซื้อไปใส่แล้วคลุมหน้าอกจริงไหม ชอบสีหรือเปล่า อยากให้พัฒนาตรงไหนเพิ่ม เพราะเธอเชื่อว่าเสียงจากผู้ใช้งานจริงจะทำให้การพัฒนาสินค้าเป็นไปอย่างมีคุณภาพที่สุด

     แม้จะเป็นเพื่อน แฟน หรือครอบครัว แต่พอเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ก็ตีกันไม่เว้นวัน เราจึงอดไม่ได้ที่จะถามทั้งคู่ถึงความเสี่ยงในการทำธุรกิจกับเพื่อนสนิท

     นีทยอมรับว่าการทำธุรกิจเป็นเรื่องท้าทาย เพราะแม้เธอกับอิ้วจะคบกันมานาน รู้จักครอบครัวของอีกฝ่าย รู้นิสัยกันหมดไส้หมดพุง แต่การค้าขายไม่ได้ทำแค่เราสอง นีทจึงต้องทำให้ฝ่ายอื่นๆ เชื่อใจในตัวพวกเธอด้วย

     “พวกเราเริ่มจากการกำเงินคนละสามหมื่นบาทมาลงทุน ถ้าเจ๊งก็เจ๊งไปด้วยกัน แต่บังเอิญว่ามันไปได้ พอธุรกิจเริ่มค่อยๆ โต เรากับอิ้วก็ตัดสินใจออกจากงานประจำ มาทำงานนี้เต็มตัว ย้อนกลับไปก็คิดมาตลอดนะว่าเรามั่นใจได้ยังไง (หัวเราะ) เวลาผ่านไปก็เริ่มมีคนอื่นมาร่วมด้วย เราต้องทำให้เขาเชื่อใจในตัวพวกเราทั้งคู่ เลยจัดการเรื่องบัญชีละเอียดมาก เอาเข้าระบบทุกอย่าง มีขั้นตอนที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ รู้ที่มาของรายได้ทั้งหมด” 

     อิ้วเพิ่มอีกว่าการจะเป็นเจ้าของแบรนด์ที่ดี จำเป็นต้องมีพาร์ตเนอร์ที่ดี โดยเธอมีนีทที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและผู้ประกอบการร่วมกัน มีซัพพลายเออร์และโรงงานตัดเย็บที่ไว้ใจได้ 

     “อิ้วและนีทค่อนข้างโชคดีที่ได้เจอพาร์ตเนอร์ที่ดี ไม่โดนเอาเปรียบ พอเราแฟร์กับเขา เขาก็แฟร์กับเรา เลยทำงานได้ง่าย คุยง่าย พอกระบวนการต่างๆ ไม่มีปัญหา เราก็ได้ทั้งของดีมาขาย แล้วก็มีสุขภาพจิตดีด้วย”

     นอกจากเรื่องเงินแล้ว การทำงานกับคนอื่นก็มิวายต้องเจอความเห็นที่ไม่ตรงกัน อิ้วบอกว่าสิ่งที่ทำให้เธอและนีทผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้คือการเปิดใจคุยกัน

     “ถ้ากับคนอื่นเราจะไม่เป็นแบบนี้นะ แต่กับนีทเราจะเคลียร์ใจกันบ่อย คอยถามว่าเขารู้สึกยังไง ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง นีทจะถามเราตลอดเหมือนกันว่ายังโอเคอยู่ไหม หรือเวลาที่เริ่มรู้สึกเคืองๆ กันนิดหน่อย เสียงเริ่มเปลี่ยน ก็จะต้องรีบคุยว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกยังไง อยากให้เราทำยังไง ต้องการแบบไหน พอเราสื่อสารกันตลอดก็จะช่วยพยุงทั้งความสัมพันธ์และธุรกิจให้เดินไปด้วยกันได้”

     พอคุยกันเรื่องชุดนอนมากเข้า เราก็เริ่มอยากรู้ว่าในวันทำงานปกติ พวกเธอแต่งตัวกันยังไง

     “เป็นความโชคดีที่เราขายชุดนอน เพราะเรากับอิ้วไม่ใช่สายแฟชั่นทั้งคู่” นีทเล่าพลางหัวเราะ “การแต่งตัวในแต่ละวันก็แต่งชุดสุภาพทั้งคู่ บางวันก็แต่งมาเหมือนกันเด๊ะ เพราะพวกเราชอบแต่งตัวง่ายๆ เน้นสุภาพ สีเรียบๆ แล้วก็ดูเรียบร้อย”

     ส่วนอิ้วก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนเสริมว่า “ส่วนใหญ่จะเลือกเสื้อผ้าที่ใส่สบาย แมตช์ง่าย ไม่จัดจ้าน ลายไม่เยอะ เพื่อที่เราจะใส่ซ้ำได้โดยที่คนไม่รู้สึกว่าแปลกหรือประหลาด”

     เรียกได้ว่ายูนิฟอร์มเจ้าของแบรนด์ถอดแบบมาจากสินค้าชุดนอนของตัวเองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเน้นไปที่ฟังก์ชั่น และเอาอยู่ทุกสถานการณ์

     ก่อนจะจากกันไป เราถามถึงสิ่งสำคัญที่อิ้วและนีทขาดไม่ได้เวลานอน

     “เราติดหมอนข้าง” อิ้วตอบก่อน “แล้วก็พวกเครื่องนอนอื่นๆ หมอนหนุนไม่สูงหรือต่ำไป ผ้าปูดี ผ้าห่มหนาๆ นุ่มๆ”

     “ส่วนเราชอบเทียนหอม แต่ไม่ถึงขนาดขาดไม่ได้ แค่เป็นคนชอบกลิ่นหอมๆ” นีทตอบบ้าง

     อิ้วกับนีทยอมรับว่าก่อนจะมาทำแบรนด์ พวกเธอก็ใส่เสื้อกีฬาสีสมัยมัธยม หรือเสื้อฟรีจากกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเหมือนกับเรานี่แหละ แต่เมื่อใดที่ได้ลองสวมใส่ Slip to Sleep แล้ว ยามค่ำคืนของพวกเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

     “และต้องใส่ชุดนอน Slip to Sleep เท่านั้น ขนาดหลังจบงานแต่งตัวเอง เรายังต้องเปลี่ยนเป็นชุด Slip to Sleep เลย เพราะเป็นชุดที่ใส่นอนสบายที่สุด” นีทปิดท้ายบทสัมภาษณ์พร้อมรอยยิ้ม

ช่องทางการสั่งซื้อชุดนอน Slip to Sleep

ทางแพลตฟอร์มออนไลน์
Instagram / Facebook / Line Shopping
TikTok / Shopee / Lazada

หรือสามารถเลือกช้อปที่หน้าร้านได้ที่

ร้าน TRES. สยามสแควร์ ซอย 5
ป๊อปอัพสโตร์ที่สยามพารากอน ชั้น 3 แผนก Lingerie