Sat 06 May 2023

TOP 9 MANGA SCENES THAT WILL MAKE YOU CRY

รวม 9 ฉากเรียกน้ำตาในมังงะ แค่เห็นขึ้นมาก็รู้สึกรื้น

ภาพ: ms.midsummer

     จากประสบการณ์อ่านมังงะที่ผ่านมา ขอยืนยันตรงนี้ว่าฉากเรียกน้ำตาไม่ได้มาในตอนสุดท้ายเสมอไป เพราะหัวใจสามารถสลายได้ตั้งแต่บทแรกๆ ที่อ่าน

     ในเดือนที่อุดมไปด้วยวันหยุดให้ทุกคนได้นั่งยิ้ม ยืนหัวเราะกันแบบนี้ กลัวว่าจะมีคนนอนไม่หลับเพราะความสุขจะล้นออกจากหูไปซะก่อน เราเลยหวังดี (จริงๆ!) ขน 9 ฉากเศร้าแบบสับตับเกือบพังในมังงะมาช่วยเบรกอารมณ์ 

     ใครที่รู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองกำลังมีความสุขเกินไปหน่อยแล้ว ก็สามารถตามไปอ่านมังงะฉบับเต็ม หรือจะดูเป็นเวอร์ชั่นอนิเมะให้สีเสียงมันขยี้หัวใจเข้าไปอีกก็สามารถ

     ขอให้มีความสุขกับโพสต์นี้ค่ะ ทางเราจอไปเร้องไห้้ก่อน มไ่หไวแบ้ส

Haikyu!!
ตอน 163 เล่ม 19

     Haikyu!! มังงะที่ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ มีแต่เสียเหงื่อให้กีฬาวอลเลย์บอล (และเสียน้ำตาด้วยความซาบซึ้งกินใจ) สำหรับตอนที่เรายกมาเป็นการแข่งขันระดับจังหวัดระหว่างทีมคาราสึโนะกับทีมชิราโทริซาวะ เพื่อหาตัวแทนโรงเรียนที่จะไปแข่งต่อในระดับประเทศ

     กติกาการแข่งขันวอลเลย์บอลนับคะแนนเป็นเซต เซตละ 25 แต้ม โดยทั่วไปมักกำหนดไว้ที่ชนะ 3 ใน 5 เซต แต่ถ้าทั้งสองทีมทำคะแนนเสมอกันที่ 24:24 จะต้องเล่นต่อไป (ดิวส์) จนกว่าจะมีทีมใดทำคะแนนได้มากกว่าอีกฝ่าย 2 แต้ม

     ในช่วงเซตที่ 2 ขณะที่ทีมคาราสึโนะกำลังได้เปรียบอยู่ที่ 30:29 ด้านฝั่งชิราโทริซาวะก็เริ่มจิตไม่นิ่ง ‘อุชิจิมะ วากะโทชิ’ กัปตันทีมพ่วงตำแหน่งตัวตบหัวเสาตัดสินใจตบลูกด้วยมือซ้ายอย่างแรงหวังให้คะแนนไล่ตามทัน ทว่าลูกบอลที่ควรเด้งลงสนามของฝั่งตรงข้าม กลับถูกบล็อกด้วยฝีมือของ ‘สึกิชิมะ เคย์’ ตัวบล็อกปีหนึ่งจากคาราสึโนะ

     “มันก็แค่การบล็อกครั้งเดียว มันก็แค่ 1 แต้มจาก 25 แต้ม มันก็แค่ชมรม” ประโยคที่สึกิชิมะคิดกับตัวเองมาตลอด ก่อนจะกำหมัดด้วยความดีใจ ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังไปทั่วทั้งสนาม และส่งให้คาราสึโนะเป็นผู้ชนะในเซตที่ 2 ไปอย่างสวยงาม

Demon Slayer
ตอน 66 เล่ม 8

     เข้าสู่ช่วงน้ำตาไหลเพราะมีคนตายกันดีกว่าค่ะ สำหรับ Demon Slayer ตอนที่ยกมานี้เป็นฉากที่ ‘เรนโงคุ เคียวจูโร่’ เสาหลักเพลิงกระทำการต่อสู้กับ ‘อาคาสะ’ อสูรข้างขึ้นที่สาม

     ระหว่างที่กำลังสู้กันอย่างเมามัน อาคาสะก็พยายามขายความดีความชอบของการเป็นอสูรให้เรนโงคุไปมากมาย ทั้งการเป็นอมตะ รักษาบาดแผลได้รวดเร็ว และจะได้สู้กันไปตลอดกาล (?) แต่เรนโงคุก็ปฏิเสธรัวๆ และยังคงตวัดดาบฟันไม่ยั้ง จนกระทั่งเสียท่าถูกจ้วงเข้าที่กลางท้องอย่างจังจนกระอักเลือด ก็ยังไม่ยอมแพ้ และกัดฟันสู้ต่อไป

     อาคาสะพอเห็นท่าไม่ดี บวกกับดวงตะวันที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า จึงแจ้นหนีเข้าป่าไปอย่างไม่สนใจศักดิ์ศรี ขนาด ‘ทันจิโร่’ ต้องตะโกนด่าตามหลังว่า “ไม่ว่าเมื่อไหร่หน่วยพิฆาตอสูรก็ต่อสู้ในตอนกลางคืนอันมืดมิดที่พวกแกได้เปรียบ แม้เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ บาดแผลก็ไม่หายง่ายๆ แขนขาที่เสียไปก็ไม่มีทางงอกคืนกลับมา อย่าหนีนะเจ้าคนขี้ขลาด”

     จากนั้นไม่นาน เรนโงคุที่เสียเลือดไปมากก็เริ่มฝากฝังถึงพ่อให้ดูแลสุขภาพ ให้น้องชายเลือกเส้นทางชีวิตตัวเอง ให้กำลังใจทันจิโร่และผองเพื่อนว่าจะต้องเติบโตไปเป็นเสาหลักที่ดีได้แน่ๆ ก่อนจะเริ่มเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่ง และถามเธอว่า “ท่านแม่ ข้าทำดีแล้วหรือยัง” และเมื่อเธอตอบว่าเขาทำได้ดีมากแล้ว เรนโงคุก็จากไปพร้อมรอยยิ้ม

Jujutsu Kaisen 0
ตอน 1 เล่มเดียวจบ

     ห๊าาาา เปิดตอนแรกมาก็ร้องไห้เลยเหรอ

     ใช่จ้า กับเรื่องมหาเวทย์ผนึกมาร มหามารผนึกใจ Jujutsu Kaisen 0 ที่ไม่ว่าจะต้นเรื่อง กลางเรื่อง ยันท้ายเรื่อง ก็มีซีนบีบหัวใจให้น้ำตาตกในกันเป็นระยะๆ

     วันนี้ขอยกซีนอื่นนอกจากซีนเพื่อนรักเพียงคนเดียวของผมมาพูดถึงบ้าง ได้แก่ฉากที่ ‘ยูตะ อคคตสึ’ ในฐานะนักเรียนปีหนึ่งคนใหม่ ได้รับมอบหมายให้ติดตาม ‘มาคิ เซนอิง’ ไปทำภารกิจช่วยเหลือเด็กชายวัยประถมศึกษาที่หายตัวไปในโรงเรียน

     ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ทั้งมาคิและยูตะก็โดนคำสาปขนาดยักษ์กลืนลงท้อง ทั้งคู่ได้พบเด็กที่หายตัวไปสองคนอยู่ในนั้น แต่ด้วยพิษของคำสาป ทำให้ทั้งเด็กๆ และมาคิบาดเจ็บจนไม่สามารถต่อสู้ได้ ด้านยูตะถึงแม้ร่างกายจะไม่เป็นอะไร แต่เขาก็อ่อนแอแถมอ่อนวิชาเกินไปที่จะช่วยทุกคนได้ มาคิเห็นดังนั้นจึงคว้าคอเสื้อยูตะด้วยความโมโห ถามว่าเหตุผลที่เขามาเข้าเรียนคืออะไรกันแน่

     “อยากเป็นที่ต้องการของใครสักคน อยากได้ความมั่นใจ ว่าผมสมควรมีชีวิตอยู่ต่อ”

     หลังจากได้ยินคำตอบ มาคิจึงบอกกลับไปว่า “งั้นก็ปัดเป่าคำสาปซะ! ปัดเป่ามันเข้าไป แล้วทุกอย่างที่นายต้องการก็จะตามมาเอง”

     (ดูถึงตรงนี้ บอกเลยว่าหญิงสาวผู้ประสบภัย existential crisis อย่างดิฉันหัวตาฉ่ำน้ำ) แล้วยูตะก็ดึงแหวนออกมาสวม ทำให้คำสาปชื่อ ‘ริกะ โอริโมโตะ’ ที่ติดตามยูตะอยู่ตลอดเวลาปรากฏร่างเต็มออกมา ช่วยให้ทั้งสี่คนหนีออกมาจากโรงเรียนได้สำเร็จ

Assassination Classroom
ตอน 177 เล่ม 20

     สารภาพตามตรงว่าพอเห็นฉากนี้ ก่อนจะเขียนต้องไปซับน้ำตาก่อนหนึ่งที มันเกินจะทนไหวจริงๆ กับฉากจบการศึกษาของนักเรียนห้อง 3-E ใน Assassination Classroom

     หลังจากที่ ‘อาจารย์โคโระ’ ใช้พลังทั้งหมดเพื่อปกป้องนักเรียน เขาก็หมดแรงและล้มลง ก่อนที่จะถึงเวลาถูกทางการสังหาร อาจารย์โคโระเป็นคนขอให้เด็กๆ เป็นคนลงมือเอง แม้จะเจ็บปวดแค่ไหน แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าหากไม่ทำ ยังไงอาจารย์ก็ต้องตายอยู่ดี 

     ใน 30 นาทีสุดท้ายนี้ อาจารย์โคโระบอกลาลูกศิษย์ด้วยการค่อยๆ ขานชื่อจริงของแต่ละคน เปรียบเสมือนการเช็กชื่อครั้งสุดท้าย “ขอให้มองตาอาจารย์ทีละคน แล้วขานตอบเสียงดังๆ นะครับ”

     เมื่อเอ่ยชื่อนักเรียนคนสุดท้าย ‘ชิโอตะ นางิสะ’ ก็เตรียมปักมีดลงบนหัวใจหรือเน็กไทของอาจารย์ ทว่าเขากลับทำไม่ได้ เพราะรู้สึกกลัวเกินไป อาจารย์โคโระจึงปลอบโยนด้วยการบอกให้ฆ่าเขาด้วยรอยยิ้ม นางิสะจึงนึกย้อนไปถึงความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน ความสนุกสนานในห้องเรียน ก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ใส่ความขอบคุณและความอาลัยทั้งหมดที่มีลงไปในการสังหารครั้งสุดท้าย

Hunter × Hunter
ตอน 318 เล่ม 30

     มาถึงฉากไคล์แม็กซ์ของ Hunter × Hunter หลังจากที่ ‘เมรูเอ็ม’ ราชาแห่งคิเมร่าแอนต์เอาชนะ ‘เนโทโร่’ ประธานสมาคมฮันเตอร์ได้ แต่ก็มิวายถูกตลบหลังด้วยระเบิดดอกกุหลาบ แม้เขาจะได้พลังจากเหล่าองครักษ์มาฟื้นฟูร่างกาย แต่พิษของสารกัมมันตรังสีก็ยังคงแผ่ไปทั่วทั้งตัว จนราชารู้ตัวว่าน่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน แทนที่จะดำเนินการแผนครองโลก เขาก็เปลี่ยนใจไปใช้ช่วงเวลาสุดท้ายกับ ‘โคมูกิ’ หญิงสาวตาบอดผู้เป็นที่รัก

     ทั้งคู่ใช้เล่นเกมกระดานกุนงิไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่ราชาบอกความจริงว่าหากโคมูกิยังอยู่ใกล้เขา เธอจะต้องติดพิษและตายไปด้วย แต่โคมูกิก็ตัดสินใจจะอยู่กับเขาต่อไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

     “โคมูกิยังอยู่รึเปล่า ข้ารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เพราะงั้นเจ้าช่วยกุมมือข้าไว้ได้ไหม อีกเดี๋ยวข้าก็ตื่น ถึงเวลานั้นเจ้าจะยังอยู่ข้างๆ ใช่ไหม โคมูกิ ขอบใจนะ สำหรับครั้งสุดท้ายนี้ เจ้าช่วยเรียกชื่อข้าหน่อยได้ไหม” โดยฉากพูดคุยนี้ในฉบับมังงะขอบอกว่าสุดจริงๆ เพราะอาจารย์ถมดำแล้วเหลือแค่ตัวอักษร อ่านไปก็เจ็บหัวใจไป 

Attack on Titan
ตอน 80 เล่ม 20

     ลิสต์น้ำตาร่วงแบบนี้จะไม่มีฉาก “Give up on your dream and die.” ของหัวหน้ารีไวได้ยังไง

     ในภารกิจกลับไปยังเขตชิกันชินะเพื่อค้นหาว่า ‘กริชา เยเกอร์’ พ่อของ ‘เอเรน เยเกอร์’ ซ่อนอะไรไว้ในห้องใต้ดิน หน่วยสำรวจต้องรับมือกับศึกสองด้าน ทั้งหน่วยฮันจิที่ต้องรับมือกับไททันมหึมาและไททันเกราะ ในขณะที่อีกฝั่งของกำแพง หน่วยรีไวต้องรับมือกับไททันอสูร

     ในสถานการณ์ที่กำลังเข้าตาจนเต็มที่ ‘รีไว’ และ ‘เออร์วิน’ มีเพียงสองวิธีให้เลือก หนึ่งคือถอนทัพแล้วพาทหารใหม่หนีเข้ากำแพงที่ปลอดภัย ด้วยวิธีนี้จะยังสามารถรักษาชีวิตของทหารได้บางส่วน หรือทางที่สอง คือใช้ทหารใหม่ทั้งหมดเป็นเหยื่อล่อ เพื่อให้รีไวมีโอกาสเข้าประชิดตัวและสังหารไททันอสูร โดยวิธีนี้จะต้องใช้หัวหนัาหน่วยสำรวจอย่างเออร์วินเป็นผู้นำทัพเพื่อกล่อมให้คนหนุ่มสาวยอมสละชีวิต ทว่าสิ่งที่รั้งเออร์วินไว้จากแผนสละชีพนี้ คือเขาปรารถนาจะเห็นว่าในห้องใต้ดินนั้นมีอะไรซ่อนอยู่

     “งั้นฉันตัดสินใจให้ จงล้มเลิกความฝันของนายแล้วยอมตายซะ นำทัพทหารใหม่ไปลงนรก ส่วนไททันอสูรนั่นฉันจะจัดการเอง”

     และแล้วเออร์วินก็ควบม้านำทัพ ประจันหน้ากับก้อนหินยักษ์ที่ไททันอสูรเขวี้ยงมาใส่ ตัดสลับกับคำพูดที่เขาใช้ปลุกขวัญทหารใหม่ที่กำลังใจฝ่อ (ใจคนดู… ก็ฝ่อ…)

     “สักวันคนเราก็ต้องตาย แบบนั้นแปลว่าชีวิตไร้ค่าเหรอ กล้าบอกพวกพ้องที่ตายไปแบบนั้นเหรอ ชีวิตของเขาไม่มีค่าเลยงั้นเหรอ ไม่ใช่เลย ทั้งการตายอย่างกล้าหาญ ทั้งการตายอย่างทรมาน ผู้ที่จะจดจำพวกเขาก็คือเราเหล่าผู้ยังมีชีวิต เราจะสละชีพที่นี่ โดยเชื่อว่าจะมีคนค้นหาความหมายให้กับชีวิตเรา ทหารทุกนายจงโกรธเกรี้ยว ทุกนายจงกู่ร้อง ทุกนายจงสู้ตาย”

Naruto
ตอน 382 เล่ม 42

     ถึงคิวของ ‘จิไรยะ’ แห่ง Naruto กันบ้าง เขาคือครูคนสำคัญที่คอยพร่ำสอนสารพัดวิชาคาถานินจาให้กับ ‘นารูโตะ’ วันหนึ่งจิไรยะไปบอก ‘ซึนาเดะ’ โฮคาเงะของหมู่บ้านโคโนฮะว่าจะแทรกซึมเข้าไปในแหล่งกบดานของกลุ่มแสงอุษา และเริ่มทำภารกิจนี้เพียงลำพัง

     หลังได้ข้อมูลเบื้องต้น จิไรยะก็ถูกจับได้ และจำเป็นต้องต่อสู้กับเหล่าแสงอุษา โดยจิไรยะจำ ‘เพน’ ศัตรูตัวฉกาจซึ่งเคยเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ของที่เคยคิดว่าเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนได้ การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด จนจิไรยะพลาดท่าถูกจัดการจนได้ 

     ระหว่างกำลังจะสิ้นสติและลมหายใจ เขาก็หวนคิดถึงความผิดพลาดในอดีต ทั้งที่ไม่สามารถเอาชนะใจซึนาเดะ และไม่สามารถดึง ‘โอโรจิมารุ’ กลับมาด้านสว่าง ก่อนจะนึกไปถึงนารูโตะ เด็กหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เขาจึงใช้แรงเฮือกสุดท้ายทิ้งดายอิ้งเมสเซจบอกถึงตัวจริงของเพนไว้ที่หลังของผู้เฒ่าคางคก ก่อนจะถูกแรงระเบิดอัดจนร่างกายค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเล

     “นารูโตะ เด็กในคำทำนายคือเธอนี่แหละ ไม่ผิดหรอก ที่เหลือทั้งหมดขอฝากด้วยนะ” การตายของจิไรยะส่งผลต่อตัวนารูโตะมากๆ ทำให้พระเอกของเราต้องพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นนินจาที่เก่งขึ้น จะได้ปกป้องทุกคนไว้ได้

Tokyo Revengers
ตอน 92 เล่ม 11

     ย้อนเวลากลับมารอบนี้ ‘ทาเคมิจิ’ มีหน้าที่ต้องหยุดยั้ง ‘ไมค์กี้’ จากการเข้าสู่ทางสายมืด โดยการขัดขวางไม่ให้แก๊ง “แบล็กดรากอน” เข้าร่วมกับแก๊ง “โตเกียวมันจิไค”

     ในค่ำคืนวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2005 ไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงเวลานัดไฝว้กับแก๊งแบล็กดรากอน ‘จิฟุยุ’ ก็เข้ามาหาทาเคมิจิท่ามกลางหิมะตก ก่อนจะโค้งคำนับแล้วยื่นผ้าดิบสีขาวผืนหนึ่งให้

     “รองหัวหน้าหน่วยที่หนึ่ง มัตสึโนะ จิฟุยุ เกิดปี 1991 เขตชิบุยะ กรุงโตเกียว ใช้ชีวิตแบบรังเกียจเดียดฉันท์และทำร้ายผู้อื่นมาตลอด คนที่มาเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นคือบาจิ เคสึเกะ เขาเป็นคนที่สุดยอด มุ่งมั่นและตรงไปตรงมา นี่คือสายคาดทาสึกิของบาจิ เคสึเกะ ฉันขอฝากไว้กับนาย”

     ผ้าทาสึกิมีความหมายทั้งในวงการวิ่งผลัดและใช้เป็นสายคาดกิโมโน แต่สำหรับชาวแก๊งรถซิ่งหรือที่เรียกว่า ‘Bosozoku’ ตามเนื้อเรื่อง เป็นการเลียนแบบสายคาดมาจากชุดนักบินคามิกาเซ่ โดยจะคาดผ้านี้ไว้เป็นขวัญกำลังใจเวลาออกไปต่อสู้กับแก๊งศัตรู

     “หัวหน้าหน่วยที่หนึ่ง ฮานากาคิ ทาเคมิจิ ขอแบกรับสายคาดนี้ และขอให้สายคาดนี้เป็นพยานว่าฉันจะก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ฉันขอสาบาน” แล้วจิฟุยุก็คาดผ้าทาสึกิให้กับทาเคมิจิ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินทางไปยังโบสถ์ที่ ‘ไทจู ชิบะ’ หัวหน้าแก๊งแบล็กดรากอนรออยู่

     แทรกเกร็ดเพิ่มเติม ในบางแหล่งข่าวมีเขียนไว้ว่าผ้าทาสึกินี้จะไม่มีการซัก เพื่อเป็นการส่งต่อหยาดเหงื่อและเจตนารมณ์กันจากรุ่นสู่รุ่น จากไหล่สู่ไหล่นั่นเอง

One Piece
ตอน 430 เล่ม 44

     หากจะมีมังงะสักเรื่องที่เราเสียน้ำตาให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ก็คงหนีไม่พ้น ‘เรือโกอิ้งแมรี่’ เพื่อนคนสำคัญของเหล่ากลุ่มโจรสลัดหมวกฟางใน One Piece

     หลังจากตัดสินใจจะเป็นเจ้าแห่งโจรสลัด ‘ลูฟี่’ ก็ออกเดินทางสู่ท้องทะเล รีครูตคนแปลกหน้ามาเป็นลูกเรือจำนวนหนึ่ง ก่อนจะได้พบกับเรือโกอิ้งแมรี่ในตอนที่ 47 และออกเดินทางร่วมกับเรือลำนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกาะแห่งหิมะ เกาะแห่งทะเลทราย หรือเกาะแห่งท้องฟ้า แมรี่ก็พาไปถึงทั่วทุกหนแห่งโดยสวัสดิภาพ

     ด้วยความสมบุกสมบันของลูฟี่ แมรี่ก็เริ่มทรุดโทรมตามการใช้งาน พวกเขาแวะไปที่วอเตอร์เซเว่น เกาะแห่งน้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องช่างต่อเรือมือหนึ่งของโลก เหล่าโจรสลัดหมวกฟางก็ได้รับฟังข่าวร้ายว่าไม่มีหนทางซ่อมแมรี่อีกแล้ว หากยังฝืนออกทะเลด้วยเรือลำนี้ คงไปไม่ถึงเกาะต่อไปแน่นอน 

     ทว่ายังไม่ทันได้สร้างเรือใหม่ ‘นิโค โรบิน’ ก็ถูกกลุ่ม CP9 หน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลโลกลักพาตัวไป ลูฟี่กับผองเพื่อนเลยพยายามตามไปช่วยถึงเกาะเอนิเอส ล็อบบี้ (เอาจริงๆ คือความเป็นมาของโรบินก็ชวนน้ำตารื้นไม่แพ้กัน) แน่นอนว่าพอเป็นลูฟี่ก็ต้องเอาชนะได้อยู่แล้ว แต่จะหนีจากเกาะที่กำลังถูกล้อมด้วยกองทัพเรืออย่างไรนี่สิ

     ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงเรียกดังมาจากในทะเล ก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงไปด้วยความเชื่อมั่นเต็มร้อย เท้าของสมาชิกโจรสลัดหมวกฟากก็แตะลงบนพื้นเรือของแมรี่พอดี จากนั้นเรือลำนี้ก็ช่วยพวกเขาให้ออกมาได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง

     ระหว่างการเดินทางกลับ อยู่ดีๆ เรือแมรี่ก็หักครึ่ง พวกลูฟี่ร้องขอให้ ‘ไอซ์เบิร์ก’ นายกเทศมนตรีและเจ้าของบริษัทต่อเรือช่วยซ่อมให้ แต่เขาก็ได้เล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วแมรี่พังไปตั้งนานแล้ว ที่วิ่งมาได้ขนาดนี้เพราะเรือลำนี้รักทุกคนมากๆ ต่อจากนี้ขอให้เธอได้พักผ่อนอย่างสงบเถอะ

     “แมรี่ ใต้ทะเลมันจะมืดสนิทและเงียบเหงามาก เพราะงั้นพวกเราจะอยู่กับเธอนะ” ลูฟี่จุดไฟไปที่เรือและทุกคนก็เฝ้ามองแมรี่ถูกมอดไหม้ไปด้วยกัน ขณะที่ความเศร้ากำลังครอบงำ แมรี่ก็เริ่มพูด “ขอโทษนะ… อยากจะบรรทุกทุกคนให้ไกลกว่านี้แท้ๆ ขอโทษนะ ที่จริงอยากจะร่วมผจญภัยด้วยกันตลอดไป…” 

     พอได้ยินแมรี่พูด พวกลูฟี่ก็ร่ำหนักกว่าเดิม (นักอ่านก็เช่นกัน) พร่ำขอโทษที่ดูแลเธอได้ไม่ดีพอทั้งน้ำตา แต่ก่อนจะจากกันไป แมรี่ก็ยังมิวายทลายเขื่อนน้ำตาอีกก๊อก “แต่ว่าฉันมีความสุขมาก ขอบคุณนะที่ให้ความสำคัญกับฉันเสมอมา ฉันมีความสุขจริงๆ”